นครเพตรา 1 ใน 7 สิ่งอัศจรรย์ของโลก นครเพตรา 1 ใน 7 สิ่งอัศจรรย์ของโลก


ข้อมูลเจ้าของประกาศ/ผู้โพส

kkthai20009

  • Hero Member
  • *****
    • บุคคลทั่วไป
    • ดูรายละเอียด

ข้อมูลประกาศ

« เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2562, 11:25:53 AM เข้าชม 14 ครั้ง| 0 คอมเมนต์ »



  ประเภท : โปรโมท                


รายละเอียดประกาศ


นครเพตรา อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อมากมายเป็นลำดับต้นๆของโลก นครหินแกะโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในซอกเขา วาดี มูซา หรือ ช่องเขาโมเสส ที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบเดดซีกับทะเลอัคบาในประเทศ จอร์แดน นครนี้แต่เดิมนั้นเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ซึ่งต่อมาถูกทอดทิ้งเป็นเวลายาวนานกว่า 700 ปี จนถึงเมื่อมีนักตรวจชาวประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท เดินทางผ่านมาพบเห็นเข้าเมื่อปี พ.ศ. 2355 (ค.ศ. 1812) ซึ่งเดี๋ยวนี้ได้แปลงเป็นเครื่องหมายที่สำคัญและก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเข้าชมเยอะที่สุดของประเทศจอร์แดน
 
 นครเพตราได้รับสมัครสมาชิกจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยกล่าวชี้แจงไว้ว่า “เป็นเลิศในสิ่งที่ล้ำค่าเยอะที่สุดของมรดกทางวัฒนธรรมที่มวลมนุษยชาติ”
 เมื่อวันที่ 7 ก.ค. พุทธศักราช2550 นครเพตราได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ในเจ็ดสิ่งอัศจรรย์ของโลกสมัยใหม่ของโลก จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งยังทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ
 
 สำหรับในการท่องเที่ยวในนครเพตรานั้น นักเดินทางที่มาเยือนจะได้ชื่นชอบในความสวยสดงดงามของนครโบราณซึ่งยังคงหลงเหลือเพียงแค่ซากปรักหักพัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดเริ่มแรก ของทางเข้าหลักที่เรียกกว่า ซิก เป็นช่องกำแพงในซอกเขามืดมัวซึ่งมีความสูงราว 91-182 เมตร หรือราว 300-600 ฟุต ซึ่งบางแห่งนั้นมีความกว้างไม่เกิน 3 เมตร อีกด้วย
 เมื่อพ้นกำแพงหินคุณจะได้พบกับมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ เอล-ค้างซเนท์ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสร้างในราวศตวรรษที่ 1-2 โดยผู้ปกครองเมืองณ เวลานั้น เป็นวิหารที่สลักโดยเจาะเข้าไปในเทือกเขาสีชมพูทั้งยังลูกมีความสูง 40 เมตร รวมทั้งมีความกว้าง 28 เมตร วิหารที่นี้ได้ถูกออกแบบโดยได้รับอิทธิพลศิลป์ของหลายชาติเข้าด้วยกัน เป็นต้นว่า อิยิปต์ กรีก นาบาเทียน
 ยิ่งกว่านั้นภายในยังมีสุสานต่างๆของชาวไร่ชาวนาบาเทียน หลุมฝังศพกษัตริย์ ชมโรงละครโรมัน ที่แกะสลักจากเทือกเขาโดยมีแนวราบที่นั่งเสมอกันแล้วก็มีความสมดุลย์ได้อย่างน่าทึ่ง คาดการณ์แต่เดิมสร้างโดยชาวนาบาเทียน ถัดมาในยุคที่โรมันเข้ามาดูแลได้เพิ่มเติมแล้วก็สร้างเสริมเติม มีที่นั่ง 32 แถว จุผู้ชมได้ราว 3,000 คน
 
 พ่อลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาสู่เพตราคือพวกเอโดไมต์ ซึ่งเข้ามาราวปี 1000 ปีกลายคริสตกาล แต่ชาติที่สร้างเมืองเพตราขึ้นมานั้นเป็นชาวไร่ชาวนาบาเทียนในช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ซึ่งแรกเริ่มเป็นเพียงแค่ชนเผ่าระหกระเหินในทะเลทรายอาหรับ คนกลุ่มนี้สกัดผาหินทรายเป็นบ้านเรือนและก็อาศัยอยู่ในถ้ำทีมีอยู่ทั่วทั้งเมือง พวกเขามีอาชีพเป็นคนเลี้ยงแกะแต่ว่าเปลี่ยนแปลงมาค้าขายรวมทั้งรับจ้างเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้แก่กองคาราวาน คนเผ่านี้มีความซื่อตรง ค่าธรรมเนียมผ่านทางที่เรียกเก็บจากผู้เดินทางก็ช่วยให้พวก นาบาเทียนมีชีวิตที่รุ่งเรื่องขึ้น
 
 สาเหตุที่เพตราตั้งอยู่บนดินแดนอันแห้ง มีแต่ว่าหินกับทรายนั้นก็น่าจะด้วยเหตุว่า เพตราตั้งอยู่เส้นทางพาณิชย์สำคัญที่สุดของโลกในขณะนั้น 2 สาย เป็นต้นว่าเส้นทางสายสายตะวันออก – สายตะวันตกแหลมอาหรับกับอ่าวอิหร่านจนกระทั่งสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน และสายสายเหนือ – ใต้ ที่เชื่อมสมุทรแดงกับ กรุงดามัสกัส ซีเรีย ยิ่งกว่านั้นเมืองนี้ยังมีแหล่งน้ำจืดสำคัญซึ่งต่อมาเรียกกันว่า วาดี มูซา หรือ ซอกเขาโมเสส ซึ่งเล่ากันว่าเป็นน้ำที่ได้เมื่อโมเสสเสกออกมาเพื่อชาวยิวได้รับประทานแก้กระหาย เหล่าพ่อค้าหรือผู้เดินทางที่เดินทางผ่านทะเลทรายอันว่างไม่แล้วก็แห้งแล้งใกล้เคียงนั้นเป็นไปไม่ได้เลือกอื่น นอกเหนือจากมุ่งมาที่เมืองเพตราอย่างเดียว
 เพตราเป็นศูนย์กลางค้าขนาดใหญ่ จนถึงทำให้ผู้เดินทางชาวกรีกมักนำเรื่องความมั่งคั่งมาเล่าให้ฟัง ตามบันทึกของสตราโบ นักภูมิศาสตร์ชาวกรีกได้ชี้แจงไว้ว่า เมืองเพตราเป็นตลาดซื้อผลิตภัณฑ์สำคัญที่สุดของประเทศตะวันออก ยางไม้หอม กำยาน เครื่องเทศของชาวอาหรับ ทองแดง เหล็ก เครื่องปั้นดินเผา รูปปั้น ผ้าย้อมของชาวฟินิเซียนล้วนถูกลำเลียงผ่านเมืองเพตราไปสู่สมุทรเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งชาวเปอร์เซีย
 เพตรารุ่งโรจน์ถึงขีดสูงสุดในช่วง 50 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงคริสต์ศักราชที่ 70 ในเวลานี้เพตราถูกปกครองด้วยกษัตริย์นาม อารีตัสที่ 4 คนที่ชาวกรีกยกย่องให้ว่า ฟิโลเดมอส ซึ่งแปลว่า ผู้รักประชากรและด้วยความมั้งคั้ง ความเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกล แล้วก็ชัยภูมิอันเหมาะสมแก่การพิชิต จึงทำให้เมืองมีโอกาสเจริญวัยได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องกลัวศัตรูจากพายนอก
 
 ชาวเพตรานับถือเทวดาสององค์เป็น เทพดูซาเรส เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์รวมทั้งเทพอัลอัซซา ชายาของเทวดามองซาเรส เทวีแห่งน้ำ
 การล่มสลายตามที่กำเนิดเมืองใหม่และทางค้าขายใหม่ที่ปลอดภัยและก็สบายกว่าในช่วงถัดมา เพตราที่เคยเจริญด้วยการค้าขายก็เริ่มสูญเสียอำนาจลง เมืองอ่อนแอและก็ถูกต่างชาติโจมตีเข้าได้ง่ายกระทั่งเมื่อถึงปี พุทธศักราช 649 (คริสต์ศักราช 106) พวกโรมันนำโดยจักรพรรดิทราจัน หรือ ไทรอะนุส ได้ยึดครองเพตรารวมทั้งรวมนครนี้เข้ามาเป็นจังหวัดในจักรวรรดิโรมัน แต่ว่าเพตราก็ยังคงดำรงอยู่เรื่อยๆมาจนกระทั่งราวปี ค.ศ. 300 เมื่อจักรวรรดิโรมันเริ่มโหยกเหยก ซึ่งถัดมาในปี พุทธศักราช 906 (ค.ศ. 363) แผ่นดินไหวก็ได้ทำลายอาคารแล้วก็ระบบชลประทานที่ถือว่าดีเยี่ยมของเมืองลง
 ในตอนคริสต์ศตวรรษที่ 5 เพตรา กลายเป็นที่ตั้งศาสนาคริสต์มณฑลของบิชอป แล้วถูกชาวมุสลิมยึดในคริสต์ศตวรรษที่ 7 และถดถอยมาเรื่อยกระทั่งลบเลือนหายไปจากผู้คน
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : aboriginalhousing.org

ที่มา : http://aboriginalhousing.org/

Tags : aboriginalhousing.org,aboriginalhousing